คำถามการเงินที่คนถามบ่อยที่สุด — ต้องเก็บเดือนละเท่าไหร่ ค่างวดเท่าไหร่ ภาษีจ่ายเท่าไหร่ เกษียณต้องมีเท่าไหร่ — พิมพ์ตัวเลขแล้วเห็นคำตอบทันทีในหน้านี้ ทุกตัวมีคำอธิบายว่ามันคิดยังไง และศัพท์ที่โผล่มาแปลว่าอะไร
ตัวเลขทุกช่องแก้ได้หมด ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่เก็บข้อมูลอะไรไว้ — คิดเสร็จปิดแท็บได้เลย
เก็บเท่าไหร่ถึงพอ นานแค่ไหนถึงถึงเป้า ดอกเบี้ยช่วยได้แค่ไหน
ค่างวดเท่าไหร่ ดอกเบี้ยรวมเท่าไหร่ โปะแล้วคุ้มขึ้นแค่ไหน
ปีนี้ต้องจ่ายเท่าไหร่ ซื้อกองลดหย่อนแล้วประหยัดจริงกี่บาท
ลงเดือนละเท่านี้อีกกี่ปีได้เท่าไหร่ ผลตอบแทนต่อปีจริง ๆ กี่ %
ต้องมีเงินก้อนเท่าไหร่ เก็บเดือนละเท่าไหร่ ถอนได้เดือนละเท่าไหร่
คำที่โผล่มาบ่อยตอนคิดเลขเรื่องเงิน แต่ละคำมีคำอธิบายอยู่ในเครื่องคิดเลขที่เจอมันอยู่แล้ว ถ้าอยากอ่านรวดเดียวทั้งหมด ไปที่หน้าอภิธานศัพท์
ตัวเลขแรกที่ควรรู้ ก่อนคิดเรื่องลงทุนหรือปลดหนี้
ใช้ตอนไหน: เพิ่งเริ่มเก็บเงิน ยังไม่รู้ว่าควรมีเงินก้อนกันไว้เท่าไหร่ถึงจะนอนหลับสบาย
เงินสำรองฉุกเฉินคิดจาก “รายจ่ายจริงต่อเดือน” ไม่ใช่รายได้ เพราะตอนไม่มีรายได้ สิ่งที่ยังต้องจ่ายคือค่ากิน ค่าเช่า ค่างวด มนุษย์เงินเดือนทั่วไปใช้ 6 เดือน ถ้ารายได้ไม่แน่นอน (ฟรีแลนซ์ ค้าขาย) ควรขยับไป 12 เดือน
งานประจำที่รายได้มั่นคง 3-6 เดือนของรายจ่ายจำเป็นถือว่าพอ ถ้ารายได้ไม่แน่นอน เป็นฟรีแลนซ์ ค้าขาย หรือเป็นเสาหลักคนเดียวของบ้าน ควรขยับไป 12 เดือน
ที่ที่ถอนได้ทันทีและไม่ขาดทุน — ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ฝากประจำที่ถอนก่อนได้ หรือกองทุนตลาดเงิน ไม่ควรอยู่ในหุ้นหรือกองผสม เพราะวันที่ต้องใช้อาจตรงกับวันที่ตลาดลง
เก็บก้อนเล็กไว้ก่อนสัก 1 เดือนของรายจ่าย แล้วค่อยทุ่มโปะหนี้ดอกแพง เพราะถ้าไม่มีกันชนเลย พอมีเรื่องด่วนก็ต้องกลับไปกู้ใหม่ วนอยู่ที่เดิม
เก็บเดือนละเท่านี้ ฝากไว้เท่านี้ปี สุดท้ายได้เท่าไหร่
ใช้ตอนไหน: อยากเห็นภาพว่าการออมสม่ำเสมอ + ดอกเบี้ยทบต้น มันต่างจากเก็บใส่บัญชีเฉย ๆ แค่ไหน
ทบต้น = ดอกเบี้ยที่ได้ถูกรวมเข้าเงินต้น แล้วรอบถัดไปดอกเบี้ยคิดจากยอดที่โตขึ้นแล้ว ยิ่งเวลานาน ส่วนของ “ดอกเบี้ย” ยิ่งแซงส่วนที่เราใส่เอง ที่นี่คิดทบต้นแบบรายเดือน และถือว่าเงินออมเข้าทุกสิ้นเดือน
เอาเงินต้นคูณอัตราดอกเบี้ยต่อรอบ แล้วบวกดอกที่ได้กลับเข้าเงินต้นก่อนคิดรอบถัดไป เขียนเป็นสูตรคือ เงินต้น × (1 + อัตราต่อเดือน) ยกกำลังจำนวนเดือน ถ้ามีออมเพิ่มทุกเดือนก็บวกส่วนของเงินออมเข้าไปอีกก้อน
ถ้ามีเงินตั้งต้น 50,000 บาทและได้ดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี จะได้ราว 745,000 บาท จากเงินที่ใส่เอง 650,000 บาท ส่วนต่างเกือบแสนคือดอกเบี้ยทบต้น ยิ่งเวลานานส่วนต่างยิ่งกว้าง
ที่อัตราเท่ากัน ทบถี่กว่าได้มากกว่านิดเดียว ตัวที่มีผลจริงกับปลายทางคือระยะเวลาและอัตราดอกเบี้ย ไม่ใช่ความถี่ของการทบ
ตั้งเป้า ตั้งเวลา แล้วดูว่าต้องกัดฟันเดือนละกี่บาท
ใช้ตอนไหน: มีเป้าชัดอยู่แล้ว — ดาวน์บ้าน ค่าเทอมลูก ทุนเปิดร้าน อยากรู้ว่าต้องเก็บเดือนละเท่าไหร่
คำนวณย้อนกลับจากเป้าหมาย: เอาเงินที่มีอยู่ไปโตตามอัตราผลตอบแทนก่อน เหลือช่องว่างเท่าไหร่ค่อยเฉลี่ยเป็นเงินออมรายเดือน ถ้าตัวเลขที่ได้สูงเกินไหว ให้ยืดเวลาออกหรือลดเป้าลง
เริ่มจากศูนย์ที่ผลตอบแทน 3% ต่อปี ต้องเก็บราวเดือนละ 15,500 บาทถ้าอยากได้ใน 5 ปี แต่เหลือราวเดือนละ 7,200 บาทถ้าให้เวลา 10 ปี — การยืดเวลาช่วยลดภาระต่อเดือนแบบก้าวกระโดด
เป้าที่ต้องใช้เงินภายใน 3 ปี ให้ใส่เท่าดอกเบี้ยเงินฝากหรือกองตลาดเงิน ราว 1-2% อย่าใส่ผลตอบแทนหุ้น เพราะเงินก้อนนี้มีวันที่ต้องใช้แน่นอน และระยะสั้นตลาดติดลบได้
กู้เท่านี้ ดอกเท่านี้ กี่ปี — จ่ายจริงเดือนละกี่บาท ดอกรวมกี่บาท
ใช้ตอนไหน: ก่อนเซ็นกู้บ้าน กู้รถ หรือสินเชื่อส่วนบุคคล อยากรู้ว่าภาระจริงต่อเดือนเท่าไหร่
สินเชื่อบ้าน/สินเชื่อส่วนบุคคลส่วนใหญ่เป็นแบบลดต้นลดดอก คือดอกเบี้ยคิดจากยอดหนี้ที่เหลือจริงในแต่ละเดือน ช่วงแรกค่างวดจึงเป็นดอกเบี้ยเกือบทั้งก้อน พอเงินต้นลดลง สัดส่วนดอกเบี้ยก็ลดตาม
ข้อจำกัด: ยังไม่รวมค่าธรรมเนียม ค่าประเมิน ประกันที่พ่วงมากับสินเชื่อ และกรณีดอกเบี้ยลอยตัวที่ปรับระหว่างทาง
ที่ดอกเบี้ย 6% ต่อปีแบบลดต้นลดดอก ค่างวดราว 14,300 บาทต่อเดือน และจ่ายดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาราว 1.44 ล้านบาท หรือประมาณ 72% ของยอดกู้
เพราะช่วงต้นสัญญายอดหนี้ยังสูง ดอกเบี้ยของเดือนนั้นเลยกินค่างวดไปเกือบหมด อย่างตัวอย่างข้างบน งวดแรกเป็นดอกเบี้ย 10,000 บาท เหลือไปตัดเงินต้นแค่ราว 4,300 บาท
เกณฑ์คร่าว ๆ ของธนาคารคือค่างวดรวมทุกหนี้ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน ลองใส่ยอดกู้แล้วดูค่างวดที่ได้ ถ้าเกินเพดานนี้ก็ปรับยอดกู้ลงจนอยู่ในระดับที่ผ่อนไหวจริง
เติมเงินโปะเดือนละไม่กี่พัน แต่ประหยัดดอกเบี้ยได้เป็นแสน
ใช้ตอนไหน: มีหนี้อยู่แล้วและเงินเหลือปลายเดือน อยากรู้ว่าเอาไปโปะแล้วคุ้มแค่ไหน
เพราะดอกเบี้ยคิดจากยอดคงเหลือ เงินที่โปะเพิ่มจะไปตัดเงินต้นตรง ๆ ทำให้ดอกเบี้ยของทุกงวดที่เหลือลดลงเป็นลูกโซ่ ผลเลยแรงกว่าที่คิดมาก โดยเฉพาะช่วงต้นสัญญา
จากตัวอย่างหนี้คงเหลือ 1.5 ล้าน ดอกเบี้ย 6.5% ค่างวด 12,000 บาท การโปะเพิ่มเดือนละ 3,000 บาท ทำให้ปิดหนี้เร็วขึ้นราว 5 ปี 5 เดือน และประหยัดดอกเบี้ยได้ราว 344,000 บาท
อยากประหยัดเงินสูงสุดให้โปะก้อนดอกแพงสุดก่อน (Avalanche) อยากได้กำลังใจให้โปะก้อนเล็กสุดให้หมดก่อน (Snowball) ทั้งสองแบบดีกว่าการจ่ายขั้นต่ำทุกก้อนไปเรื่อย ๆ
ต้องแจ้งให้ชัดว่าขอตัดเงินต้น ไม่งั้นหลายที่จะบันทึกเป็นค่างวดล่วงหน้า ซึ่งไม่ได้ช่วยลดดอกเบี้ยเท่าที่ควร และควรเช็กเงื่อนไขค่าปรับปิดก่อนกำหนดในสัญญาด้วย
แปลงดอกเบี้ยคงที่แบบผ่อนรถ ให้เป็นอัตราลดต้นลดดอกที่เทียบกันได้
ใช้ตอนไหน: ผ่อนรถ ผ่อนมอเตอร์ไซค์ ผ่อนของ หรือเจอสินเชื่อที่โฆษณาดอกเบี้ยต่ำผิดปกติ
ดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) คิดจากยอดกู้เต็มก้อนทุกปี ถึงจะผ่อนไปแล้วครึ่งหนึ่ง ดอกก็ยังคิดจากยอดเดิม เลขที่เห็นเลยดูถูก แต่ของจริงเมื่อแปลงเป็นลดต้นลดดอกจะสูงขึ้นเกือบเท่าตัว เวลาเทียบข้อเสนอ ต้องเทียบที่ฐานเดียวกัน
ราว 5.6% ต่อปีสำหรับสัญญา 5 ปี กฎคร่าว ๆ คือคูณประมาณ 1.8-1.9 เท่า สัญญายิ่งสั้นตัวคูณยิ่งสูง เวลาเทียบข้อเสนอต้องแปลงให้เป็นฐานเดียวกันก่อนเสมอ
เช่าซื้อรถส่วนใหญ่ใช้ดอกเบี้ยคงที่ คือคิดจากยอดจัดเต็มก้อนคูณจำนวนปี แล้วหารเป็นค่างวดเท่ากันทุกเดือน ต่อให้ผ่อนมาครึ่งทางแล้ว ดอกเบี้ยก็ยังคิดจากยอดตั้งต้นเหมือนเดิม
ได้ส่วนลดดอกเบี้ยไม่เต็มจำนวนเหมือนสินเชื่อลดต้นลดดอก ควรถามไฟแนนซ์ก่อนว่าปิดก่อนกำหนดได้ส่วนลดกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วค่อยเทียบกับการเอาเงินก้อนนั้นไปโปะหนี้ตัวอื่นที่ดอกแพงกว่า
มนุษย์เงินเดือน คิดจากเงินได้ทั้งปี ลบค่าใช้จ่ายและลดหย่อน
ใช้ตอนไหน: ช่วงปลายปีหรือก่อนยื่นภาษี อยากรู้คร่าว ๆ ว่าต้องจ่ายเพิ่มหรือได้คืน
ภาษีไทยเป็นขั้นบันได ไม่ใช่เอาอัตราเดียวคูณทั้งก้อน เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนที่เกินถึงค่อยไต่ขั้นขึ้นไป 5% 10% 15% … ดังนั้นการขึ้นเงินเดือนข้ามขั้น ไม่ได้ทำให้เงินทั้งก้อนโดนอัตราใหม่
ข้อจำกัด: คิดแบบมนุษย์เงินเดือน (เงินได้ 40(1)) ที่ใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ยังไม่รวมลดหย่อนคู่สมรส บุตร บิดามารดา และกรณีมีรายได้หลายทาง
รายได้ทั้งปี 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 100,000 ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 และประกันสังคม 9,000 เหลือเงินได้สุทธิ 431,000 บาท คิดเป็นภาษีราว 20,600 บาท ถ้ามีลดหย่อนอื่นอีกก็ลดลงจากนี้
เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น มนุษย์เงินเดือนที่ใช้แค่ค่าใช้จ่ายเหมากับลดหย่อนส่วนตัว จะเริ่มมีภาษีเมื่อรายได้ทั้งปีเกินราว 310,000 บาท
ไม่ ภาษีไทยเป็นขั้นบันได อัตราใหม่คิดเฉพาะเงินส่วนที่เกินขั้นนั้น เงินก้อนเดิมยังอยู่ในอัตราเดิม การขึ้นเงินเดือนจึงไม่มีทางทำให้เงินเหลือน้อยลง
ก่อนกดซื้อ RMF/SSF/ThaiESG ปลายปี ดูก่อนว่าคืนกลับมาเท่าไหร่
ใช้ตอนไหน: ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ตอนกำลังชั่งใจว่าจะซื้อเท่าไหร่ดี
เงินที่ซื้อกองลดหย่อนไปหักออกจากเงินได้สุทธิ ภาษีที่ประหยัดได้จึงเท่ากับจำนวนที่ซื้อ × อัตราภาษีขั้นที่เราอยู่ ยิ่งฐานภาษีสูงยิ่งประหยัดเยอะ ถ้าฐานเราอยู่ขั้น 0-5% การซื้อเพื่อลดภาษีแทบไม่คุ้มค่าที่ต้องล็อกเงินไว้หลายปี
ข้อจำกัด: คำนวณเฉพาะภาษีที่ประหยัดได้ ยังไม่รวมเพดานลดหย่อนของแต่ละกอง — ก่อนซื้อจริงต้องเช็กเพดานปีนั้นด้วย
เท่ากับ 100,000 คูณอัตราภาษีขั้นที่เราอยู่ ฐาน 10% ประหยัดราว 10,000 บาท ฐาน 20% ประหยัดราว 20,000 บาท ถ้าซื้อจนตกลงมาอีกขั้น ส่วนที่ตกขั้นจะได้ประหยัดในอัตราที่ต่ำลง
ถ้าฐานอยู่ที่ 0-5% ประโยชน์ทางภาษีน้อยมากเมื่อเทียบกับการล็อกเงินหลายปี ควรซื้อเพราะอยากลงทุนระยะยาวจริง ๆ ไม่ใช่เพราะอยากลดภาษี
แต่ละกองมีเพดานเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้ของตัวเอง และกลุ่มเพื่อการเกษียณทุกตัวรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท เงื่อนไขปรับได้ทุกปี ก่อนซื้อจริงควรเช็กประกาศปีล่าสุดเสมอ
DCA สม่ำเสมอ แล้วดูมูลค่าตอนจบ ทั้งแบบตัวเลขดิบและหลังหักเงินเฟ้อ
ใช้ตอนไหน: กำลังเริ่ม DCA กองทุนหรือหุ้น อยากเห็นภาพปลายทางก่อนตัดสินใจจำนวนเงินต่อเดือน
คิดแบบเดียวกับดอกเบี้ยทบต้น แต่ใช้ “ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี” ของสินทรัพย์ที่ลงทุน และเพิ่มการปรับด้วยเงินเฟ้อ เพื่อให้เห็นว่าเงินก้อนนั้นซื้อของได้เท่ากับกี่บาทในค่าเงินวันนี้ ตัวเลขจริงจะไม่โตเป็นเส้นตรงแบบนี้ เพราะระหว่างทางมีปีที่ติดลบ
ที่ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี ได้ราว 1.58 ล้านบาท จากเงินที่ลงเอง 900,000 บาท และถ้าหักเงินเฟ้อ 2% ต่อปีแล้วคิดเป็นค่าเงินวันนี้ จะเท่ากับราว 1.18 ล้านบาท
สถิติระยะยาวเงินก้อนมักชนะเพราะเงินเข้าตลาดเร็วกว่า แต่ DCA ชนะเรื่องวินัยและความรู้สึก และคนที่มีรายได้เป็นเงินเดือนก็ลงทุนแบบ DCA อยู่แล้วโดยธรรมชาติ
กองหุ้นทั่วโลกระยะยาวมักใช้สมมติฐาน 6-8% ต่อปี กองผสม 4-5% ตราสารหนี้ 2-3% ใส่ให้ต่ำไว้ก่อนดีกว่าใส่สูงแล้วแผนพังตอนของจริงไม่เป็นอย่างที่คิด
ลงไปเท่านี้ ตอนนี้เหลือเท่านี้ ผ่านมากี่ปี — คิดเป็นต่อปีแล้วกี่ %
ใช้ตอนไหน: อยากเทียบพอร์ตตัวเองกับกองทุนหรือดัชนี ต้องแปลงเป็นอัตราต่อปีก่อนถึงจะเทียบได้
กำไร 50% ใน 2 ปี กับ 50% ใน 7 ปี ไม่เท่ากันเลย CAGR คืออัตราทบต้นต่อปีที่ทำให้เงินต้นโตจากยอดแรกไปยอดสุดท้ายพอดี ใช้เป็นภาษากลางในการเทียบผลตอบแทนที่ระยะเวลาต่างกัน
ข้อจำกัด: คิดจากเงินก้อนเดียว ถ้าเติมเงินระหว่างทางเรื่อย ๆ ต้องใช้ XIRR แทน
เอามูลค่าสุดท้ายหารเงินตั้งต้น ยกกำลัง 1 หารจำนวนปี แล้วลบ 1 เช่นลงทุน 100,000 บาทเป็น 165,000 บาทใน 5 ปี ได้ CAGR 10.53% ต่อปี
ราว 10.5% ต่อปีแบบทบต้น ไม่ใช่ 13% ที่ได้จากการเอา 65 หาร 5 เพราะกำไรแต่ละปีทบกันไปเรื่อย ๆ
ไม่ได้ ต้องใช้ XIRR ที่คิดตามวันที่ของเงินเข้าออกแต่ละครั้ง CAGR ใช้ได้เฉพาะเงินก้อนเดียวที่ใส่แล้วไม่แตะจนถึงวันวัดผล
ต่างกันปีละ 1% ดูน้อย แต่ 20 ปีหายไปหลักแสนถึงล้าน
ใช้ตอนไหน: กำลังเลือกระหว่างกองทุนสองตัวที่นโยบายคล้ายกัน แต่ค่าธรรมเนียมต่างกัน
ค่าธรรมเนียมถูกหักจากผลตอบแทนทุกปี เงินที่หายไปจึงไม่ได้หายแค่ก้อนนั้น แต่รวมถึงดอกผลที่เงินก้อนนั้นควรจะงอกต่อไปด้วย ยิ่งลงทุนนาน ช่องว่างยิ่งถ่างเป็นทวีคูณ
จากตัวอย่างลงทุน 100,000 บาทบวกเดือนละ 5,000 บาทนาน 20 ปี ค่าธรรมเนียม 1.5% กินไปราว 530,000 บาท หรือราว 18% ของเงินที่ควรได้ กองดัชนีที่นโยบายใกล้เคียงกันมักคิดต่ำกว่านี้หลายเท่า
หักจาก NAV ทุกวันโดยไม่มีบิลมาเรียกเก็บ ตัวเลขที่เห็นในพอร์ตคือหลังหักแล้ว เลยไม่รู้สึกเจ็บ ทั้งที่จ่ายทุกปีตลอดอายุการลงทุน
ดูค่าใช้จ่ายรวม (TER) ในหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปหรือ Fund Fact Sheet ให้เทียบตัวนี้ระหว่างกอง ไม่ใช่ดูแค่ค่าธรรมเนียมการจัดการอย่างเดียว
จากรายจ่ายต่อเดือนวันนี้ ย้อนกลับมาเป็นเงินออมที่ต้องเริ่มวันนี้
ใช้ตอนไหน: อายุ 30-50 อยากรู้ว่าที่เก็บอยู่ทุกวันนี้พอไหม หรือต้องเร่งอีกเท่าไหร่
สองชั้น — ชั้นแรกคำนวณว่าตอนเกษียณต้องมีเงินก้อนเท่าไหร่ โดยเอารายจ่ายต่อเดือนวันนี้ไปเบ่งด้วยเงินเฟ้อจนถึงวันเกษียณ แล้วคูณจำนวนปีที่ต้องใช้เงิน (เงินก้อนที่เหลือยังลงทุนต่อได้ เลยใช้ผลตอบแทนที่แท้จริงมาช่วยลดยอด) ชั้นที่สองคือย้อนกลับมาว่าต้องออมเดือนละเท่าไหร่จากวันนี้
ขึ้นกับรายจ่ายที่อยากใช้ ไม่มีตัวเลขมาตรฐาน ตัวอย่างคนอายุ 35 อยากเกษียณตอน 60 ใช้เดือนละ 25,000 บาทในค่าเงินวันนี้ ต้องมีราว 13 ล้านบาท เพราะเงินเฟ้อทำให้รายจ่ายตอนนั้นกลายเป็นเดือนละราว 46,000 บาท
จากตัวอย่างเดียวกัน ถ้ามีเงินเก็บอยู่แล้ว 500,000 บาทและลงทุนได้ผลตอบแทน 6% ต่อปี ต้องเก็บเพิ่มราวเดือนละ 15,700 บาท ยิ่งเริ่มช้าตัวเลขนี้ยิ่งพุ่งเร็วมาก
นับ ทั้งเงินสะสมของเราและเงินสมทบของบริษัทเป็นเงินเกษียณก้อนใหญ่ อย่าลืมใส่รวมในช่องเงินเก็บ ไม่งั้นจะประเมินว่าต้องเก็บเพิ่มมากเกินความจริง
เกษียณแล้วเงินจะอยู่ได้กี่ปี ถ้าถอนเดือนละเท่านี้
ใช้ตอนไหน: ใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้ว มีเงินก้อนอยู่ อยากรู้ว่าถอนเท่าไหร่ถึงไม่หมดก่อน
ไล่คำนวณทีละเดือน — เงินที่เหลือยังได้ผลตอบแทนต่อ ส่วนเงินที่ถอนเพิ่มขึ้นทุกปีตามเงินเฟ้อ ถ้าเงินอยู่เกิน 50 ปีถือว่าถอนในระดับที่ยั่งยืน แถวบรรทัดสุดท้ายเทียบให้ดูกับกฎ 4% ซึ่งเป็นเกณฑ์คร่าว ๆ ที่ใช้กันทั่วโลก
ข้อจำกัด: คิดจากผลตอบแทนคงที่ทุกปี ของจริงตลาดขึ้นลง ควรเผื่อกันชนไว้มากกว่าที่คำนวณได้
แนวคิดที่ว่าถอนเงินปีละ 4% ของเงินก้อนตั้งต้นแล้วปรับตามเงินเฟ้อทุกปี พอร์ตมักอยู่ได้ราว 30 ปี ใช้เป็นจุดตั้งต้นให้คิด ไม่ใช่กฎที่การันตี และอิงข้อมูลตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก
ที่ผลตอบแทน 4% และเงินเฟ้อ 2.5% เงินจะอยู่ได้ราว 27 ปี 8 เดือน คิดเป็นอัตราถอนปีแรก 4.5% ซึ่งสูงกว่ากฎ 4% เล็กน้อย ถ้าอยากปลอดภัยกว่านี้ให้ถอนราวเดือนละ 26,700 บาท
เรียกว่า Sequence of Returns Risk — ถ้าเจอปีติดลบตอนต้นแล้วยังต้องถอนเงินออกมาใช้ พอร์ตจะฟื้นยากกว่ามาก แม้ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอดช่วงจะเท่ากันก็ตาม
เครื่องคิดเลขในหน้านี้ตอบได้ทีละคำถาม ถ้าอยากเก็บข้อมูลต่อเนื่อง เห็นภาพรวมทั้งพอร์ตหรือทั้งแผน เครื่องมือเต็มของเรารออยู่
