My Money Toolkit | เครื่องมือการเงินของฉัน
วงแหวนเว็บ

ลงทุนนอกที่ไหนดี? — เจาะลึก DR vs กองทุน (FIF) vs ลงทุนตรง

8 ชั่วโมงที่แล้ว - views
Share :
ใช้งานเลย
ระบบใหม่

สามารถเข้าถึงเครื่องมือดีๆ ก่อนใครเพียงสมัครสมาชิกที่นี่

DR ไหน

DR ไหน

🥇 Gold Plus🥈 Silver Plus

✅ สมาชิก Silver/Gold เข้าถึงฟีเจอร์พิเศษ

Life Code วางแผนชีวิต

Life Code วางแผนชีวิต

🥇 Gold Plus

✅ ฟีเจอร์พิเศษสำหรับสมาชิก Gold Plus (Coming Soon)

เว็บแพลนตังวางแผนเกษียณ

เว็บแพลนตังวางแผนเกษียณ

🥇 Gold Plus🥈 Silver Plus

✅ สมาชิกรับส่วนลดพิเศษเพิ่มเติม

เว็บ Plantung Flow (กระแสเงินสด)

เว็บ Plantung Flow (กระแสเงินสด)

🥇 Gold Plus🥈 Silver Plus

✅ สมาชิกรับส่วนลดพิเศษเพิ่มเติม

วางแผนอนาคต เปลี่ยนฝันให้เป็นจริง

วางแผนอนาคต เปลี่ยนฝันให้เป็นจริง

🥇 Gold Plus🥈 Silver Plus

✅ Google Sheet วางแผนการเงินครบจบในที่เดียว

คาดคะเนผลตอบแทนทองคำ

คาดคะเนผลตอบแทนทองคำ

🥇 Gold Plus🥈 Silver Plus

เทียบราคาทองคำกับอัตราแลกเปลี่ยน

Member 1 Avatar
Member 2 Avatar
Member 3 Avatar
20 Members สมาชิกใหม่

img

บทความนี้เหมาะสำหรับ: คนที่เพิ่งอยากเริ่มลงทุน Apple, NVIDIA, หรือ S&P 500 แต่ยังไม่รู้ว่าควรเลือกช่องทางไหน และอยากเข้าใจภาษีกับค่าธรรมเนียมก่อนตัดสินใจ

เริ่มต้นกันก่อน: ทำไมช่องทางถึงสำคัญมาก?

สมมติว่าคุณลงทุน 10,000 บาท/เดือน เป็นเวลา 20 ปี ในดัชนี S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 10% หากคำนวณแบบง่ายๆ โดยไม่หักค่าธรรมเนียมอะไรเลย คุณจะได้เงินประมาณ 7.6 ล้านบาท

แต่ถ้าโดนค่าธรรมเนียมปีละ 1.5% ตลอด 20 ปี เงินก้อนนั้นจะเหลือแค่ประมาณ 6.1 ล้านบาท

ต่างกัน 1.5 ล้านบาท จากค่าธรรมเนียมที่คุณอาจไม่เคยสังเกตเห็นเลย

นี่คือเหตุผลว่าทำไม "ลงทุนที่ไหน" จึงสำคัญพอๆ กับ "ลงทุนในอะไร" โดยเฉพาะสำหรับคนที่วางแผนลงทุนระยะยาวแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging หรือการลงทุนสม่ำเสมอทุกเดือน)

ปัจจุบัน นักลงทุนไทยมีทางเลือกหลัก 3 ช่องทาง ได้แก่:

  1. DR (Depositary Receipt) — ซื้อผ่านแอปโบรกเกอร์ไทยที่ใช้อยู่แล้ว
  2. กองทุนรวม FIF (Foreign Investment Fund) — ซื้อผ่านแอปธนาคารหรือบริษัทจัดการกองทุน
  3. ลงทุนตรง (Direct Investing) — เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ ซึ่งมีทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น Webull, Dime, InnovestX

แต่ละทางมีต้นทุนแฝงและภาระภาษีที่ต่างกันมาก บทความนี้จะพาคุณแกะทีละชั้นจนเข้าใจจริงๆ

ทำความรู้จักทั้ง 3 ช่องทางก่อน

ในส่วนนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับ 3 ช่องทางหลักที่คนไทยนิยมใช้ เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนว่าเงินของเราเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศผ่านช่องทางไหน และแต่ละแบบมีความสะดวกหรือข้อจำกัดอย่างไรบ้าง

1. DR (Depositary Receipt) 🇹🇭

DR คือ "ใบรับรองสิทธิ์" ที่จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหุ้นไทย (SET) แต่อ้างอิงราคากับหุ้นหรือ ETF ในต่างประเทศ เปรียบเสมือนคุณถือหุ้น Apple, NVIDIA หรือดัชนี S&P 500 ผ่าน "ตัวแทน" ในไทย โดยที่คุณไม่ต้องยุ่งยากเรื่องการแลกเงินหรือเปิดบัญชีต่างประเทศเอง ไม่เสียภาษีกำไรเหมือนหุ้นไทย

2. กองทุนรวม FIF — ให้มืออาชีพจัดการให้ 🏦

FIF ย่อมาจาก Foreign Investment Fund คือกองทุนรวมของไทยที่เอาเงินไปลงทุนในต่างประเทศ โดยบริษัทจัดการกองทุน (เช่น บัวหลวง, กสิกร, SCB) จะเป็นคนรวบรวมเงินจากนักลงทุนหลายคน แล้วนำไปซื้อหุ้นหรือ ETF ต่างประเทศในชื่อของกองทุนนั้นๆ

3. ลงทุนตรง (Direct Investing) — เข้าถึงตลาดโลกแบบตัวจริง 🌍

คือการเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์เพื่อไปซื้อหุ้นหรือ ETF ในต่างประเทศโดยตรง ปัจจุบันมีตัวเลือกที่สะดวกมากสำหรับคนไทย เช่น Webull, Dime, หรือ InnovestX

ค่าใช้จ่ายที่ต้องรู้: มีอยู่กี่ประเภท?

ก่อนเปรียบเทียบตัวเลข ขอให้เข้าใจโครงสร้างค่าใช้จ่ายก่อน เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มองเห็นแค่ "ค่าคอมมิชชัน" แต่จริงๆ มีต้นทุนซ่อนอีกหลายชั้น

ประเภทที่ 1: ค่าใช้จ่ายตอนซื้อ-ขาย

นี่คือค่าธรรมเนียมที่เห็นได้ชัดที่สุด เช่น ค่า Commission ที่โบรกเกอร์เก็บเวลาคุณกดซื้อหรือขาย รวมถึง FX Spread ซึ่งคือส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนที่โบรกเกอร์หรือกองทุนแอบหักตอนแปลงเงินบาทเป็นดอลลาร์ (และดอลลาร์กลับเป็นบาทตอนขาย)

FX Spread เป็นต้นทุนที่หลายคนมองข้าม แต่ถ้าลงทุนรายเดือนทุกเดือน มันสะสมได้ไม่น้อยเลย

ประเภทที่ 2: ค่าธรรมเนียมระหว่างถือ

ประเภทที่ 3: ภาษี

นี่คือส่วนที่ซับซ้อนที่สุด และมีผลต่อเงินปลายทางมากที่สุด แบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก:

3.1 ภาษีปันผล
เมื่อบริษัทจ่ายปันผล เงินก้อนนั้นจะถูกหักภาษีหลายชั้น ขึ้นอยู่กับช่องทางที่คุณลงทุน (จะอธิบายละเอียดในส่วนถัดไป)

3.2 ภาษีกำไรจากการขาย (Capital Gains Tax)
ไทยยังไม่มีภาษีกำไรจากการขายหุ้นสำหรับรายย่อย ดังนั้นถ้าคุณขาย DR หรือหน่วยลงทุนกองทุนในกำไร คุณไม่ต้องเสียภาษีนี้ แต่ถ้าลงตรงในสหรัฐฯ เสียเมื่อโอนเงินกลับไทย

3.3 ภาษีมรดกสหรัฐฯ (US Estate Tax)
นี่คือภาษีที่น่ากลัวที่สุด แต่คนรู้น้อยที่สุด จะอธิบายละเอียดในหัวข้อเฉพาะด้านล่าง

ภาษีปันผล: โดนกี่ชั้น แต่ละช่องทางต่างกันมากแค่ไหน?

สมมติว่า Apple จ่ายปันผล 100 บาท ลองดูว่าแต่ละช่องทางจะได้รับเงินจริงเท่าไหร่:

ช่องทาง DR: โดนหัก 3 ต่อ

ชั้นที่ 1 — ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสหรัฐฯ (US Withholding Tax): 15%
สหรัฐฯ หักภาษีปันผลก่อนเลยที่ต้นทาง
เงินปันผลที่เหลือ: 100 × (1 - 15%) = 85 บาท

ชั้นที่ 2 — ค่าธรรมเนียมผู้ออก DR (DR Issuer Fee): ประมาณ 5% ของเงินปันผล
บริษัทที่ออก DR เก็บค่าบริการในการจัดการจ่ายปันผลให้คุณ
เงินปันผลที่เหลือ: 85 × (1 - 5%) = 80.75 บาท

ชั้นที่ 3 — ภาษีหัก ณ ที่จ่ายไทย: 10%
ตอนเงินโอนเข้าบัญชีคุณในไทย โบรกเกอร์หักภาษี 10%
เงินปันผลที่เหลือ: 80.75 × (1 - 10%) = 72.68 บาท

สรุป: ปันผล 100 บาท → ได้รับจริง 72.68 บาท หรือโดนหักไปราว 27%

ช่องทางกองทุน FIF: โดนหัก 2 ต่อ (แต่บางส่วนกองทุนจัดการให้)

กองทุนจะได้รับปันผลจาก ETF ที่ถืออยู่ ซึ่ง ETF นั้นก็ถูกหักภาษีสหรัฐฯ 15% ไปแล้วในระดับของ ETF ตัวกองทุนไม่ต้องเสียภาษีปันผลอีกครั้งในระดับกองทุน

แต่เมื่อกองทุนจ่ายปันผลให้คุณในฐานะผู้ถือหน่วย จะถูกหักภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% อีกครั้ง

สรุป: ปันผล 100 บาท → ผ่านภาษี ETF (15%) → กองทุนได้ 85 บาท → หักภาษีไทย 10% → คุณได้ 76.50 บาท

หมายเหตุ: ถ้าเป็นกองทุนแบบสะสมมูลค่า (Accumulating) ที่ไม่จ่ายปันผลออกมา แต่นำไปลงทุนต่อในกองทุน คุณจะไม่โดนหักภาษีชั้นสุดท้าย 10% จนกว่าจะขายหน่วยลงทุน

ช่องทางลงตรง: โดนหัก 1 ต่อ (แต่ต้องแจ้งภาษีไทยด้วย)

ถ้าซื้อ ETF ที่จดทะเบียนนอกสหรัฐฯ เช่น ETF ที่จดทะเบียนในไอร์แลนด์ (UCITS ETF) อย่าง CSPX ที่อ้างอิง S&P 500 อัตราภาษีปันผลจากสหรัฐฯ จะลดลงเหลือเพียง 15% ตามสนธิสัญญาภาษีไทย-สหรัฐฯ และไม่มีภาษีปันผลไทยเพิ่มเติม แต่คุณต้องนำเงินปันผลมาแจ้งในการยื่นภาษีเงินได้ไทยเองด้วย

สรุป: ปันผล 100 บาท → โดนหักภาษีสหรัฐฯ 15% → ได้รับ 85 บาท (แต่ต้องยื่นภาษีไทยเพิ่มเติม)

ภาษีมรดกสหรัฐฯ ระเบิดเวลาที่คนไม่รู้

US Estate Tax คืออะไร?
คือภาษีที่รัฐบาลสหรัฐฯ เก็บจากมรดก เมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต ถ้าเป็นคนสหรัฐฯ จะได้รับการยกเว้นค่อนข้างสูง แต่สำหรับ "Non-Resident Alien" หรือชาวต่างชาติที่ไม่ได้อยู่อาศัยในสหรัฐฯ อย่างเราๆ ชาวไทย กฎแตกต่างกันมาก

ตัวอย่างที่ชัดเจน:
สมมติว่าคุณลงทุนตรงในสหรัฐฯ มาเป็น 20 ปี และพอร์ตของคุณโตเป็น $200,000 (ประมาณ 7 ล้านบาท) แล้วคุณเสียชีวิตกะทันหัน

ทรัพย์สินที่โดนเก็บภาษี = $200,000 - $60,000 = $140,000
ภาษีโดยประมาณ = ประมาณ 26% ของ $140,000 = $36,400 หรือราว 1.3 ล้านบาท

ทายาทของคุณจะได้รับเงินน้อยลงไป 1.3 ล้านบาท

เพราะทายาทจะต้องยื่นแบบภาษีที่สหรัฐฯ ภายใน 9 เดือนหลังจากเจ้าของพอร์ตเสียชีวิต และต้องชำระภาษีก่อนถึงจะได้รับทรัพย์สิน

DR และกองทุน FIF ปลอดภัยจากภาษีนี้
เพราะทรัพย์สินที่คุณถืออยู่จริงๆ คือ "ใบรับรองสิทธิ์" หรือ "หน่วยลงทุน" ที่จดทะเบียนในไทย ไม่ใช่หุ้นต่างประเทศโดยตรง ดังนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ จึงไม่มีอำนาจเก็บภาษีมรดกจากสินทรัพย์เหล่านี้

เราจึงทำเว็บนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวช่วยในการคำนวณและเปรียบเทียบการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ
ชื่อเว็บ "ลงทุนนอกที่ไหนดี"

สูตรคำนวณที่ Simulator ของเราใช้

เพื่อให้เห็นภาพว่าเงินจะโตไปเท่าไหร่จริงๆ Simulator คำนวณแบบรายเดือน โดยใช้สูตร:

สิ้นเดือน = ต้นเดือน × (1 + อัตราเติบโตสุทธิ - Dividend Yield) + ปันผลสุทธิ + DCA สุทธิ

มาดูแต่ละตัวแปร:

อัตราเติบโตสุทธิ (Net Growth Rate):
ผลตอบแทนตลาดที่ตั้งสมมติฐาน หักค่าธรรมเนียมทั้งหมดออกแล้ว และหารด้วย 12 เพื่อให้เป็นรายเดือน เช่น ถ้า S&P 500 ให้ผลตอบแทน 10% และค่าธรรมเนียมรวม 0.5% จะได้อัตราเติบโตสุทธิ = 9.5%/12 = 0.792% ต่อเดือน

ค่าธรรมเนียม (Fees) ที่หักรายปี:
รวมทุกอย่างที่กินจากพอร์ตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ Management Fee, FIF Fee (ถ้ามี), Underlying ETF Fee และ Tracking Error ค่าเหล่านี้ถูกหักออกจากอัตราเติบโตตั้งแต่ต้น ก่อนเข้าสูตร

ค่าธรรมเนียมที่หักเฉพาะตอนซื้อ/ขาย:
ไม่ได้หักรายเดือน แต่จะหักตอนเพิ่มเงิน DCA (Front-end Fee, FX Spread) และตอน Exit (Back-end Fee, FX Spread)

เงินปันผล (สุทธิ):
ปันผลที่ได้รับจริงหลังหักภาษีทุกชั้น โดย Dividend Yield ถูกแยกออกจาก Growth เพื่อคำนวณภาษีก่อนนำกลับเข้าพอร์ต

ปันผลสุทธิ = มูลค่าพอร์ต × (Dividend Yield / 12) × (1 - ภาษีต่างประเทศ) × (1 - ค่าธรรมเนียม DR) × (1 - ภาษีท้องถิ่น)

เงิน DCA (สุทธิ):
เงินที่ลงทุนเพิ่มในเดือนนั้น หักค่าคอมมิชชันและ FX Spread แล้ว โดยมีเพดานสูงสุด (เช่น วงเงิน FIF หรือ DR) ถ้าลงทุนสะสมถึงเพดานแล้ว DCA จะหยุดโดยอัตโนมัติ

DCA สุทธิ = เงิน DCA × (1 - Front-end Fee%) × (1 - FX Spread%)

ผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน

อีกหนึ่งมิติที่ Simulator ของเราคำนวณให้คือผลกระทบของค่าเงินบาท

สมมติว่าคุณลงทุนในสหรัฐฯ ตอนที่ USD/THB = 35 บาท และ 20 ปีให้หลัง ค่าเงินเป็น:

กรณีที่ 1: เงินบาทอ่อนค่าลง เช่น USD/THB = 40 บาท
นั่นหมายความว่านอกจากผลตอบแทนจากตลาดหุ้นแล้ว คุณยังได้กำไรเพิ่มจากค่าเงิน ราว +14% ทันที

กรณีที่ 2: เงินบาทแข็งค่าขึ้น เช่น USD/THB = 30 บาท
แม้ตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนดี แต่พอแปลงกลับมาเป็นบาทแล้ว คุณจะได้น้อยลง ราว -14%

ช่องทาง DR และ กองทุน FIF มีส่วนต่างนี้เหมือนกัน เพราะสินทรัพย์อ้างอิงอยู่ในต่างประเทศ การป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging) ที่แท้จริงต้องจ่ายต้นทุนเพิ่มเติม และบางกองทุน FIF มีรุ่นที่ Hedge ค่าเงินให้ด้วย (แต่มีค่าธรรมเนียมสูงขึ้น)

Wealth Comparison Graph

นี่คือ Net Wealth หลัง 20 ปี จากเงินลงทุนสะสมเดียวกัน ซึ่งต่างกันตั้งแต่ 6.23 ล้านบาท (SCBS&P500E) ไปจนถึง 11.45 ล้านบาท (SP500US80 DR) หรือต่างกันเกือบ 2 เท่า จากเส้นทางลงทุนเดียวกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อจำกัดของ E-class ที่ค่าธรรมเนียมถูกกว่า แต่มีเพดานวงเงินการลงทุน ลองใช้เครื่องมือเปรียบเทียบเพื่อดูว่าช่องทางไหนเหมาะกับพอร์ตของคุณที่สุด

ส่วนกองแม่อย่าง IVV/SPLG ที่ลงตรงได้ 8.87 ล้านบาทนั้น ตัวเลขนี้คำนวณบนสมมติฐานว่าโอนเงินทั้งก้อนเข้าทีเดียว ซึ่งในระบบสามารถปรับได้ว่าจะ DCA ทยอยเข้าหรือโอนเป็นก้อนต่อปี

Cost Comparison Table

ตารางต้นทุนแบบแยกรายการ ในแท็บ "ต้นทุน" เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทุกชนิดแบบเคียงกัน ไม่ว่าจะเป็น Front-end/Back-end Fee, Management Fee, Underlying ETF Fee, FX Spread, ภาษีปันผล, Capital Gain และ US Estate Tax ให้เห็นในหน้าเดียว

ตัวอย่างที่น่าสนใจจากตารางนี้:

SCBS&P500E (FIF) มี Management Fee 0.110% ต่อปีและใช้นโยบาย Full Hedge ซึ่งหมายความว่ากองทุนป้องกันความเสี่ยงค่าเงินให้อัตโนมัติ เหมาะกับคนที่กังวลว่าเงินบาทจะแข็งค่า แต่ก็มีค่าใช้จ่ายในการ Hedge แฝงอยู่ในราคา NAV ด้วย

KKP US500-UH-E (FIF) มี Management Fee 0.1391% ต่อปี เป็นนโยบาย Unhedged (ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน) ทำให้คุณได้รับผลกระทบจากค่าเงินเต็มๆ (บาทอ่อนได้กำไรเพิ่ม บาทแข็งกำไรลด) เหมาะสำหรับคนที่รับความเสี่ยงค่าเงินได้เพื่อแลกกับการไม่ต้องเสียต้นทุน Hedge

TLUS500-UH-X (FIF) มี Management Fee 0.1979% ต่อปี จุดเด่นคือเป็น X-class ที่ "ไม่จำกัดวงเงินสะสม" (ต่างจาก E-class ที่มักจำกัดที่ 1 ล้านบาท) และเป็นนโยบาย Unhedged เหมาะสำหรับนักลงทุนพอร์ตใหญ่ที่ต้องการสะสมหุ้นสหรัฐฯ ต่อเนื่องในระยะยาวแบบไม่มีเพดาน

SP500US80 (DR) มี Management Fee เป็น 0% เพราะ DR ไม่มีค่าบริหาร แต่มีค่าธรรมเนียมผู้ออก DR ตอนรับปันผล (ผู้ออก 5% + ภาษีไทย 10%) และความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง ผู้ออก DR และค่าเงินที่ตามตลาดที่เป็นปัจจัยให้ % อาจจะไม่ขึ้นเท่ากองแม่ ตัวนี้ของกรุงไทยลง SPYM โดยตรงไม่ได้อิงผ่านฮ่องกง

IVV/SPLG (ลงตรง) ค่าธรรมเนียมถูกที่สุด เพราะกองแม่ แต่มีความเสี่ยง US Estate Tax 18–40% สำหรับพอร์ตที่เกิน $60,000

แล้วควรเลือกช่องทางไหน?

เลือก DR ถ้า...

เลือกกองทุน FIF ถ้า...

เลือกลงตรงถ้า...

คำถามที่พบบ่อย

Q: DR กับหุ้นจริงต่างกันอย่างไร? ถ้าบริษัทผู้ออก DR ล้ม เราเป็นไง?
A: เงินที่ใช้ซื้อ DR นั้น ผู้ออก DR จะนำไปซื้อหุ้นแม่จริงๆ ไว้เป็น Underlying Asset และแยกออกจากทรัพย์สินของผู้ออก DR ดังนั้นถ้าผู้ออก DR ล้ม หุ้นแม่ก็ยังคงอยู่และสามารถโอนให้ผู้ถือ DR ได้ อย่างไรก็ตาม อาจมีความล่าช้าและค่าใช้จ่ายในกระบวนการ แต่อย่างไรก็ตาม DR ก็ยังถือว่าปลอดภัย ถ้าลงในตัวที่บริษัทผู้ออก DR มีความมั่นคงสูง
สามารถดูรายชื่อบริษัทผู้ออก DR ได้ที่นี่ รายชื่อบริษัทผู้ออก DR

🚀 ตัวช่วยสำรวจ DR ทั่วโลก: "DR ไหน 2.0"

หากคุณกำลังมองหาหุ้น DR ที่น่าสนใจ หรืออยากรู้ว่าแต่ละตัวมี "ไส้ใน" อย่างไร แนะนำเครื่องมือ DR ไหน ที่จะช่วยให้การลงทุนหุ้นนอกด้วยเงินบาทเป็นเรื่องง่ายและเห็นภาพชัดเจนที่สุดครับ

DR2 Main

ฟีเจอร์เด่นที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น:

👉 ลองใช้งาน DR ไหน 2.0 และสำรวจหุ้นที่น่าสนใจได้ที่นี่

Q: กองทุน FIF ที่ดีที่สุดดูจากอะไร?
A: ดูจาก Management Fee (ยิ่งต่ำยิ่งดี), Tracking Error เทียบกับดัชนีอ้างอิง, สภาพคล่อง (มีคนซื้อขายมากแค่ไหน), และว่ากองทุนนั้นลงทุนใน ETF แม่ที่มีประสิทธิภาพหรือไม่

สำหรับใครที่สนใจลงทุนผ่านกองทุนรวม FIF แต่ไม่รู้จะเลือกตัวไหนดี หรืออยากเปรียบเทียบกองทุนหลายๆ แห่งพร้อมกัน แนะนำเครื่องมือ กองไหน ครับ เป็นเว็บที่จะช่วยให้คุณกรองหากองทุนตามความต้องการได้ง่ายที่สุด

กองไหน Main

ฟีเจอร์เด่นที่จะช่วยให้คุณเลือกกองทุนได้ง่ายขึ้น:

👉 ลองใช้งาน "กองไหน" และเริ่มค้นหากองทุนที่ตอบโจทย์คุณได้ที่นี่

Q: ถ้าลงตรงแล้วพอร์ตยังไม่ถึง $60,000 ต้องกังวลภาษีมรดกไหม?
A: ถ้าพอร์ตยังไม่ถึง $60,000 (ประมาณ 2 ล้านบาท) ก็ยังไม่ถึง Threshold ที่โดนเก็บ แต่ควรวางแผนล่วงหน้า เพราะถ้าลงทุนระยะยาวจนพอร์ตโตขึ้น ก็จะเกิน $60,000 ได้ง่าย และตอนนั้นอาจเปลี่ยนช่องทางได้ยาก

Q: ต้องยื่นภาษีไทยสำหรับกำไรหุ้นต่างประเทศไหม?
A: กำไรจากการขาย DR และหน่วยลงทุนกองทุน ปัจจุบันยังได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับรายย่อย แต่สำหรับการลงตรง เงินปันผลและกำไรที่นำกลับมาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับที่ได้รับ ต้องนำมาแจ้งรายได้ด้วย (กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับที่ปรึกษาภาษีล่าสุด)

แนะนำให้อ่านบทความ ภาษีนักลงทุน เพื่อดูรายละเอียดภาษีทุกสินทรัพย์แบบครบจบในที่เดียว

สำหรับสายลงทุนตรง: "Webull Thailand"

หากคุณอยากก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แบบเต็มตัว แนะนำ Webull (วีบูล) โบรกเกอร์มาตรฐานโลกที่ได้รับใบอนุญาตในไทยอย่างถูกต้อง ช่วยให้คุณเทรดหุ้นนอกได้ง่ายเหมือนหุ้นไทย

Webull Main

ทำไมถึงต้องลอง Webull?

👉 สมัครใช้ Webull | ดูค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

บทสรุป: ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกต้องสำหรับทุกคน

จากข้อมูลทั้งหมดที่อ่านมา คงเห็นแล้วว่าไม่มีช่องทางไหน "ดีที่สุด" แบบสมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน แต่มีช่องทางที่ "เหมาะกับสถานการณ์ของคุณที่สุด"

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ เริ่มต้นลงทุนให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเลือกช่องทางไหน เพราะเวลาคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการลงทุน ค่าธรรมเนียมที่ต่างกัน 1% อาจทำให้เงินปลายทางต่างกันเป็นแสน แต่การไม่เริ่มลงทุนเลยเพราะยังตัดสินใจไม่ได้จะทำให้เงินต่างกันเป็นล้าน

ลองใช้ "ลงทุนนอกที่ไหนดี" ของเราเพื่อคำนวณด้วยตัวเลขจริงๆ ใส่จำนวนเงินที่อยากลงทุน ระยะเวลา และดูว่าแต่ละช่องทางจะให้ผลลัพธ์ต่างกันแค่ไหน

👉 ไปลองคำนวณที่ ลงทุนนอกที่ไหนดี ได้เลย

ปล. ขอบคุณ [5 to 9 Investors](https://www.facebook.com/profile.php?id=61571297540258) ที่ช่วยตรวจสอบข้อมูลกองทุนและให้คำแนะนำด้วยนะครับ ทำให้บทความและเครื่องมือออกมาแม่นยำและน่าเชื่อถือมากขึ้นเลย ใครยังไม่ได้ติดตามเพจดีๆ ที่ให้ความรู้เรื่องการลงทุน กองทุน สไตล์มนุษย์เงินเดือนที่หาความรู้เรื่องการลงทุนหลังเลิกงาน ห้ามพลาดเด็ดขาด อย่าลืมไปกดติดตามกันด้วยนะครับ! 🙏

บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน กฎหมายภาษีและค่าธรรมเนียมอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุน บทความนี้ใช้ AI ช่วยเขียนและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล หากมีข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

ร่วมแบ่งปันเครื่องมือดีๆ
Share :
ต่ำกว่าราคาประเมิน
Condo 1Condo 2Condo 3Condo 4Condo 5Condo 6Condo 7Condo 8Condo 9Condo 10

Bangkok Horizon เพชรเกษม

฿1,490,000เจ้าของขายเอง

📍 ทำเลศักยภาพ ติดถนนใหญ่ ใกล้ห้าง ใกล้ MRT
🏙️ ชั้น 14 วิวโปร่ง ทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ไม่ร้อน)
📏 ขนาด 30.66 ตร.ม. | 1 นอน 1 นั่งเล่น 1 ครัว 1 น้ำ

หนังสือการเงินส่วนบุคคล

หนังสือแนะนำโดย mymoneytoolkit
หมวดอื่น
แนะนำMoney 101

Money 101

คู่มือการเงินเบื้องต้นสำหรับทุกคนจริงๆ

ซื้อเลย
แนะนำMONEY LECTURE เรียนหนึ่งครั้งใช้ได้ทั้งชีวิต

MONEY LECTURE เรียนหนึ่งครั้งใช้ได้ทั้งชีวิต

หนังสือเรียน วิชาการเงิน

ซื้อเลย
สูตรโกงของคนเก่งเงิน (MONEY HACKS)

สูตรโกงของคนเก่งเงิน (MONEY HACKS)

เทคนิคการจัดการเงินแบบง่าย ๆ

ซื้อเลย
HOW TO MONEY ทำเงินนี้ให้ดีที่สุด

HOW TO MONEY ทำเงินนี้ให้ดีที่สุด

หนังสือที่ภาพสวยสุดๆ

ซื้อเลย
แนะนำจิตวิทยาว่าด้วยการเงิน

จิตวิทยาว่าด้วยการเงิน

แนวคิดเรื่องจิตวิทยาการเงิน ห้ามพลาด

ซื้อเลย
☕️
👏
❤️
💸
🎉
❤️
👏
4Star
ทีม merefine
my babe 💖
Fun manger
ขอบคุณผู้สนับสนุนจากใจ

คุณคือผู้ทำให้เราได้ทำต่อไป 💖

ผู้สนับสนุนเดือนนี้ 2 ท่าน

สมาชิก 🥇+1 🥈+6

Buy Me a Coffee at ko-fi.com
Floating Image